โครงการ “ธนาคารข้าวพระราชทาน

 โครงการ “ธนาคารข้าวพระราชทาน”

ที่มาโครงการ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงให้ความสำคัญกับข้าวและการปลูกข้าวเป็นอย่างมาก ดัง
จะเห็นได้จากพระราชดำรัสที่ทรงแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของ
ข้าว พระราชทานในวโรกาสต่างๆ ดังนี้
พระราชดำรัสพระราชทานในวโรกาสเสด็จพระราช
ดำเนินไปทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๖
มีนาคม ๒๕๑๔ ความตอนหนึ่งว่า
“...เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวก็ตก ก็น่าจะ
เป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราที่บริโภคข้าว ก็จะได้ซื้อข้าวใน
ราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่าข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพงเป็นที่
เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป
ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และ
ข้าวที่ชาวนาขายถูก... เข้าไปหากลุ่มชาวนา ถามเขาว่าเป็น
อย่างไร เขาบอกว่าแย่ ข้าวราคาถูก ก็ถามเขาว่า ยุ้งฉางมีหรือ
เปล่าที่จะเก็บข้าว เขาบอกว่ามี
ก็เลยเห็นว่าควรที่จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน หลังจากที่
ข้าวล้นตลาด
...ไม่ทันนึกดูว่า ทำไมเขาเก็บข้าวไม่ได้ แม้จะมียุ้งฉาง
ก็เพราะเขาติดหนี้ เหตุที่ติดหนี้ก็คือ เสื้อผ้าเหล่านั้น หรือกะปิ
น้ำปลา หรือแม้กระทั่งข้าวสารก็ต้องบริโภค ถ้าไม่ได้ไปซื้อที่
ตลาด
หรือร่วมกันซื้อ ก็คงเป็นพ่อค้า หรือผู้ที่ซื้อข้าวเป็นผู้
นำมา อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าวถูก... ข้าวเปลือกถูก แล้วก็ทำ
ให้ข้าวสารแพง คือว่า ชาวนาทำนาไปตลอดปี ก็ต้องบริโภค
เมื่อต้องบริโภคก็ต้องเอาสิ่งของ ต้องไปติดหนี้เขามา
สำหรับหาสิ่งของบริโภค แล้วก็เอาเครื่องบริโภคก็
ได้รับบริการอย่างดีที่สุดจากผู้ที่มาซื้อข้าว บอกว่าไม่ต้องเอา
ข้าวมาเดี๋ยวนี้ เวลาได้ผลแล้วก็จะเอา แต่ว่าเอาสิ่งของมาให้
แล้วก็เชื่อ ของนั้นก็มีราคาแพง เพราะว่านำมาถึงที่ ข้าวที่เวลา
ได้แล้ว จะขายก็ต้องขายในราคาถูก เพราะว่าเขามักรับถึงที่
อันนี้เป็นปัญหาสำคัญ
ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ก็จะต้องแก้จุดนี้ ต้องแก้ด้วยการ
รวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่ม
ผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกันและอาจจะต้องตั้ง หรือไปตกลงกับ
โรงสีให้แน่
จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้ง
ตัวเป็นกลุ่ม แล้วก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเองหรือ
ให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิต ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค
ก็ตัดปัญหาอันนี้ (คนกลาง) ลงไป...”
พระราชดำรัสพระราชทานแก่ผู้นำสหกรณ์
การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ ๑๑
พฤษภาคม ๒๕๒๑ ความตอนหนึ่งว่า
“...ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญ
มาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตมนุษย์ ถ้า
เราไม่มีการเพาะปลูก ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือ
เป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกร
รม...”
ความเป็นมาของโครงการธนาคารข้าว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวทางว่า
ต้องทำทุกวิถีทางให้ชาวนามีข้าวพอกิน ให้การทำนาเป็นอาชีพ
ที่มีรายได้แน่นอนสามารถลืมตาอ้าปากได้
เป็นการสร้างมิติใหม่ยกระดับชีวิตชาวนาไทยให้มี
มาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สมกับเป็นผู้ปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้ง
ประเทศและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก
ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ประหนึ่งว่าทุกข์ของชาวนา
คือทุกข์ของพระองค์ ดังพระราชดำรัสพระราชทานแก่ผู้นำ
กลุ่มชาวนา เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๔ จากหนังสือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย ความ
ตอนหนึ่งว่า
“...ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามา
บ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้น มีความยากลำบากอยู่ มิใช่
น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่าง
ๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้น เมื่อ
สิ้นฤดูทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่น ๆ บ้างเพราะ จะเพิ่มรายได้ให้
อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้
ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป...”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ลงพื้นที่
ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยได้พระราชทานแนวพระราชดำริใน
การแก้ไขปัญหา เพื่อหวังที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่
ประชาชน จึงมีพระราชประสงค์ให้จัดตั้ง “ธนาคารข้าว” ขึ้น
เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจนในท้องถิ่น
ทุรกันดาร และราษฎรผู้ประสบภัยพิบัติธรรมชาติให้มีข้าว
บริโภคอย่างเพียงพอตลอดปี โดยการจัดตั้งธนาคารข้าวเกิดขึ้น
ครั้งแรกในปี ๒๕๑๙ เมื่อครั้งที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรชาวเขา
เผ่ากะเหรี่ยง ในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้
พระราชทานข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ใหญ่บ้านหลาย
หมู่บ้าน เพื่อเป็นทุนเริ่มต้นของกิจการธนาคารข้าว
จากนั้นรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ได้รับสนองพระ
บรมราโชบาย โดยได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานออกไปอีก
หลายโครงการในพื้นที่ต่างๆ


สถานที่ตั้ง

จังหวัด แม่ฮ่องสอน


ปีที่เริ่มดำเนินการ

พุทธศักราช ๒๕๑๔


การดำเนินงานโครงการ

จัดตั้งธนาคารข้าว เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความ
เดือดร้อนของราษฎร


ประโยชน์จากโครงการ

รัฐบาลโดยหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะกรมการ
พัฒนาชุมชน ได้รับสนองพระบรมราโชบาย ขยายขอบเขตการ
ดำเนินงานธนาคารข้าวออกไปอย่างกว้างขวาง จนถึงปี พ.ศ.
๒๕๒๘ มีธนาคารข้าวที่จัดตั้งขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ
มากกว่า ๔,๓๐๐ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ ๕๗ จังหวัด จำนวน
ข้าวหมุนเวียนในธนาคารข้าวมากกว่า ๑๔.๕ ล้านกิโลกรัม
ธนาคารข้าว เป็นโครงการในเชิงการให้สวัสดิการ
สังคม สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็นการโอนรายได้ (Transfer
income) จากคนรวยไปยังคนจนและเป็นการกระจายรายได้ที่
ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ ราษฎรมีแหล่งข้าวกลางของหมู่บ้านที่
สามารถกู้ยืมไปบริโภคหรือทำพันธุ์ โดยเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ำ
กว่าอัตราซึ่งต้องเสียให้แก่พ่อค้าคนกลางเป็นอันมาก ช่วย
บรรเทาความเดือดร้อนจากการอดอยากขาดแคลน ช่วย
ยกระดับฐานะความเป็นอยู่ และระดับรายได้ของเกษตรกรที่
ยากจน เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลและตรงจุดประการหนึ่ง
สิ่งที่ได้มานอกจากนั้น เป็นเรื่องที่มองไม่เห็นผล
โดยตรง แต่เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสร้างพื้นฐาน
สำคัญของการพัฒนาสร้างความสมัครสมานสามัคคีของชุมชน
ในการ ที่จะเรียนรู้และดำเนินการแก้ไขปัญหาของตนซึ่งเป็นสิ่ง
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงย้ำอยู่เสมอ ในเรื่องความ
เข้าใจของราษฎร ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และ
ความรู้สึกมีส่วนร่วม พระองค์ทรงเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังได้
ธนาคารข้าวอาจทำหน้าที่เป็นโรงเรียนที่ดี ในขณะเดียวกัน ก็
เป็นตัวชี้ถึงประสิทธิภาพ และความเข้มแข็งของชุมชน นั้น ๆ
ธนาคารข้าวที่ประสบความสำเร็จมิได้บรรลุเพียงจุดมุ่งหมาย
พื้นฐานในการบรรเทาการขาดแคลนข้าวเท่านั้น แต่ยังได้สร้าง
กิจกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพ สร้างการ
มีส่วนร่วมภาวะผู้นำ และความร่วมมือในระดับชุมชนอีกด้วย
กิจกรรมธนาคารข้าวในท้องที่หลายแห่งเป็นที่มาของความคิด
สร้างสรรค์ต่าง ๆ ของชาวบ้านที่ร่วมใจกันหาวิธีการนำข้าวมา
เข้ากองทุน และในอีกหลายท้องที่ ผลประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้น
จากการดำเนินกิจกรรมธนาคารข้าว ถูกนำมาใช้ในการพัฒนา
ท้องถิ่นของตนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จที่
เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันใน จุดเล็ก ๆ ที่พร้อมจะเติบโตต่อไป


ความคิดเห็น